เปิดร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ส่งถึงประธานสภาฯ แล้ว

เปิดร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ส่งถึงประธานสภาฯ แล้ว

เปิดร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ระบุชัด ถามแก้ไข รธน.256 ตั้งส.ส.ร. และหาข้อยุติ ประเด็นสำคัญตามมติครม. เปิดช่องให้ออกเสียงประชามตินอกเขตและคัดค้านออกเสียงประชามติได้

วันนี้ (5 พ.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ… ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามส่งถึงนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เพื่อเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภา พิจารณาเป็นเรื่องเร่งด่วน เมื่อวานนี้ (4 พ.ย.) มีทั้งสิ้น 66 มาตรา

ซึ่งรัฐบาลให้เหตุผลและความจำเป็นในการเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวว่า เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยประชาชนจะสามารถแสดงเจตจำนง ผ่านการออกเสียงประชามติโดยอิสระ ปราศจากการครอบงำ

ทั้งในกรณีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อหาข้อยุติในประเด็นปัญหาที่มีความสำคัญ อันเป็นสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

โดยมีสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. คือ กำหนดให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) มีอำนาจหน้าที่ และจัดควบคุมการออกเสียงประชามติ ทั้งนี้หากมีความจำเป็นไม่อาจจัดให้มีการประชุมร่วมกันได้ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งอาจจัดมีการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้

ประชามติ แก้รธน. 256 เรื่องแรก

ทั้งนี้การออกเสียงประชามติ แบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1.การออกเสียงประชามติเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา 256 (8) ของรัฐธรรมนูญให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ

2.การออกเสียงประชามติตามมติครม.ตามมาตรา 166 ของรัฐธรรมนูญ กรณีที่ครม.เห็นว่ามีเหตุอันสมควร ในการเสนอเรื่องจัดทำประชามติ โดยทั้ง 2 กรณี ดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรี ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงประชามติ ตามวันที่ได้หารือร่วมกับกกต.

วิธีลงคะแนนออกเสียงโดยตรงและลับ

สำหรับวิธีการออกเสียงประชามติ ให้ใช้วิธีลงคะแนนออกเสียงโดยตรงและลับ ทั้งนี้การออกเสียงจะถือว่ายุติ ก็ต่อเมื่อมีผู้ออกเสียงเป็นจำนวนเสียงข้างมาก และมีจำนวนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียง

โดยให้ กกต. เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม และสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญโดยสรุป ที่ได้จากประธานรัฐสภาให้ประชาชนรับทราบ ทั้งนี้ต้องไม่มีลักษณะชี้นำกับเรื่องที่จัดทำประชามติ รวมถึงจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ทั้งผ่านทางสถานีวิทยุกระจายเสียงหรือสถานีวิทยุโทรทัศน์ อย่างเท่าเทียมกัน

ผู้มีสิทธิออกเสียงต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนด เช่น มีสัญชาติไทย มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีในวันออกเสียง ส่วนลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิออกเสียง เช่น ต้องไม่เป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

ส่วนการลงคะแนน จะเปิดให้ลงคะแนนตั้งแต่เวลา 08.00 -17.00 น. .โดยผู้มีสิทธิออกเสียงจะต้องนำบัตรประชาชน รวมถึงบัตรประชาชนที่หมดอายุ หรือบัตรหรือหลักฐานอื่นของทางราชการหรือหน่วยงานรัฐ แสดงตนเพื่อลงคะแนนออกเสียง

ให้กกต.กำหนดออกเสียงประชามตินอกเขตได้

นอกจากนี้ ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงมีสิทธิลงคะแนนนอกเขตได้โดยให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กกต.กำหนด และหากหน่วยเลือกตั้งใดเกิดเหตุจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น ก่อนวันออกเสียงให้คณะกรรมการออกเสียงประจำเขตกำหนดสถานที่ออกเสียงใหม่ และหากเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงนับคะแนนออกเสียง ให้คณะกรรมการออกเสียงประจำเขต รายงานกกต.เพื่อกำหนดวัน เวลา นับคะแนนออกเสียงใหม่โดยเร็ว

เปิดช่องค้ดค้านการออกเสียงประชามติ

หากการออกเสียงประชามติทุกหน่วยหรือบางหน่วย ไม่เป็นไปโดยสุจริต หรือเที่ยงธรรม ให้กกต.ไต่สวนและวินิจฉัยโดยเร็ว และหากพบว่าการออกเสียงไม่สุจริต และเที่ยงธรรม ให้กกต.กำหนดให้มีการออกเสียงประชามติใหม่ หรือนับคะแนนใหม่ และหากผู้มีสิทธิออกเสียงเห็นว่า การออกเสียงในหน่วยออกเสียงที่ตนมีสิทธิ ไม่เป็นไปโดยสุจริต หรือเที่ยงธรรม มีสิทธิยื่นคัดค้านต่อกกต.ได้

กำหนดโทษ จนท.ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

สำหรับบทลงโทษของหากผู้ฝ่าฝืนไม่ดำเนินการตามพ.ร.บ.ฉบับนี้ จะมีความผิดและบทกำหนดโทษ เช่น กำหนดโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ ตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ไม่เกิน 10 ปี ในกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้ตำแหน่งหน้าที่หรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ หรือกระทำการใดที่ทำให้การออกเสียงประชามติ ไม่เป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม

โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท กรณีมีผู้ใดการทำลายบัตรออกเสียงให้ชำรุดเสียหาย หรือทำบัตรเสียให้เป็นบัตรที่ใช้ได้ ซึ่งกรณีที่เป็นเจ้าหน้าเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ มีโทษจำคุก 1-10 ปี . ปรับ ตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท

กรณีที่กระทำผิดระหว่างเปิดลงคะแนนออกเสียงประชามติ อาทิ ขัดขวาง หน่วงเหนี่ยว ไม่ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไปใช้สิทธิหรือก่อความวุ่นวายหรือกระทำการรบกวน เป็นอุปสรรคในการออกเสียงประชามติ มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปีหรือปรับตั้งแต่ ตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท

ลงโทษสื่อกรณีจัดแสดงความเห็นไม่เป็นกลาง

หากผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ ไม่จัดแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จะมีการออกเสียงประชามติ อย่างเท่าเทียม รอบด้าน ตามที่กำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาท และ หากผู้ใดเผยแพร่การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติในระหว่าง 7 วันก่อนออกเสียงจนสิ้นสุดเวลาออกเสียงในวันออกเสียง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 6 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่สำคัญในกรณีศาลมีคำพิพากษาลงโทษผู้ใดตามฐานความผิดตาม พ.ร.บ. นี้ และเป็นผู้กระทำให้การออกเสียงไม่เป็นไปโดยสุจริต ผู้นั้นต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายการออกเสียงในหน่วยนั้นด้วย

Next Post

"นิ้ง โศภิดา" เผยโฉมลูกน้อย พร้อมเล่าเส้นทางรักระดับจักรวาล กับสามีนักธุรกิจร้อยล้าน

ศุกร์ พ.ย. 6 , 2020
ช่วงนี้กระแสนางงามกำลังมาแรงแซงโค้ง รายการ ต้มยำอม […]