“นพ.ประสิทธิ์” ชวนคนไทยฉีดวัคซีน COVID-19

"นพ.ประสิทธิ์" ชวนคนไทยฉีดวัคซีน COVID-19

“นพ.ประสิทธิ์” ชวนคนไทยฉีดวัคซีน COVID-19 สร้างภูมิคุ้นกันหมู่ ย้ำสิ่งสำคัญในการเลือกวัคซีน คือ ความปลอดภัย

วันนี้ (26 ม.ค.2564) ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณะบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ยกแบบจำลองมาอธิบายภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ COVID-19 ว่า หากมีคนจำนวนหนึ่งอยู่รวมกันในชุมชน ทุกคนไม่มีภูมิคุ้มกันโรค บางส่วนสวมหน้ากากอนามัย บางคนไม่ได้สวมก็สามารถรับเชื้อได้ โดยธรรมชาติของ COVID-19 ผู้ที่รับเชื้อแล้วไม่เสียชีวิตในสัปดาห์ที่ 2 ก็จะสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายขึ้น ขณะที่ไวรัสยังอยู่ในชุมชนก็จะทำให้มีการติดเชื้อในกลุ่มใหม่ ๆ ได้ และในกลุ่มก็จะเกิดในลักษณะเดียวกันกับกลุ่มแรก คือ บางรายเสียชีวิต และผู้ที่ไม่เสียชีวิตก็จะมีภูมิคุ้มกันขึ้น

 

เชื้อ COVID-19 หากอยู่ในอากาศอุณหภูมิ 25 องศาเซสเซียส โดยไม่มีอะไรห่อหุ้มเซลล์ แค่ไม่กี่นาทีก็สลายตัว แต่หากมีสิ่งห่อหุ้ม เช่น น้ำลาย เสมหะ อาจอยู่ได้นานถึง 1 ชั่วโมง แต่ไม่สามารถแบ่งตัวมันเองได้ เนื่องจากไวรัสจะเพิ่มจำนวนได้ต่อเมื่อเข้าไปในสิ่งมีชีวิต และแพร่กระจายออกไป

นอกจากนี้ หากจำลองสถานการณ์ใหม่ คือ คนส่วนใหญ่ในชุมชนมีภูมิคุ้มกัน มีบางส่วนที่ป้องกันตัวเอง ใส่หน้ากากอนามัย และส่วนน้อยไม่มีภูมิคุ้มกันและไม่ป้องกันตัวเอง ก็กลายเป็นคนติดเชื้อและอาจเสียชีวิต แต่คนที่เหลือจะมีภูมิคุ้มกันหมด ไวรัสในอากาศจะไม่สามารถเข้าร่างกายได้ เพราะแต่ละคนมีภูมิคุ้มกัน ไวรัสจะสลายไปในที่สุด

นี้เป็นเหตุผลที่มีการพูดว่า หากสัดส่วนคนในประเทศใดประเทศหนึ่ง มีจำนวนมากพอจะทำให้ไวรัสไม่สามารถอยู่ในพื้นที่นั้นได้ และจะสลายไปในที่สุด

สำหรับ COVID-19 ยังไม่ตัวเลขชัดเจนเพราะเป็นโรคใหม่ โรคบ้างโรคในอดีต เช่น หัด สัดส่วนคนที่ต้องมีภูมิคุ้มกันในประเทศนั้น คือ ร้อยละ 95 โรคหัดจะหายไปจากประเทศ ซึ่งโอกาสจะน้อย ถึงยังต้องมีการฉีดวัคซีนตลอด

ศ.นพ.ประสิทธิ์ ยังได้ยก 2 วิธีที่ทำให้เกิดภูมิคุ้มกัน คือ 1.เกิดจากการติดเชื้อ สิ่งที่แลกมาคือ การเสียชีวิต 2.การฉีดวัคซีน โดย COVID-19 คาดประมาณร้อยละ 70 ของประชากรในประเทศ อาจจะทำให้ไวรัสหายไป เพราะหากคนมีภูมิคุ้มกันเยอะพอ ไวรัสในอากาศเข้าตัวคนไม่ได้ ไม่นานก็จะหายไป และหากหายไปถาวร ตอนนั้น จึงสามารถเลิกสวมหน้ากากอนามัยได้ 

 

ข้อมูลนี้ต้องการจำลองสถานการณ์ หากคนไทยช่วยกันฉีดวัคซีน เบ็ดเสร็จ คือ เราช่วยชาติ เพราะทันทีที่คนไทยมีภูมิคุ้มกันมากพอ COVID-19 ก็อยู่ในประเทศไม่ได้ คนจำนวนหนึ่งกลัวกับการฉีดวัคซีน แต่บางคนอยากฉีดวัคซีนเพราะไม่อยากตายจากไวรัส ฉะนั้นการเลือกวัคซีนที่มาฉีดให้กับประชาชนจะเน้นเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพเป็นสำคัญ เนื่องจากไม่มีใครอยากตายจากไวรัส และไม่มีใครอยากตายเพราะวัคซีน

ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า ข้อมูลล่าสุด วันที่ 14 ม.ค. มีวัคซีนที่ผ่านเข้าสู่ระยะที่ 3 แล้วใน 20 บริษัท โดยการศึกษาในคนอย่างน้อย 30,000 คน เพื่อดูความปลอดภัยและประสิทธิภาพ และมีด้วยกัน 4 เทคโนโลยี ซึ่งวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์และบริษัทโมเดอนา ใช้เทคโนโลยี mRNA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ และมีราคาแพง แต่ไทยไม่ได้นำเข้า

แม้วัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสสูงสุดถึงร้อยละ 95 แต่ไม่จำเป็น เพราะร้อยละ 50-60 ก็เพียงพอ อย่างเช่นวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ฉีดประจำปีมีประสิทธิภาพประมาณร้อยละ 50-60 เท่านั้น

สิ่งสำคัญคือ รับวัคซีนแล้วต้องทำให้โรคไม่รุนแรง ไม่เสียชีวิต นี้คือเป้าหมาย ไม่ใช่การไม่ติดเชื้อ

ส่วนที่มีผู้สงสัยว่าการรับวัคซีนทำไมต้องเป็นไปตามความสมัครใจ ควรบังคับทุกคนฉีดหรือไม่นั้น ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่า ไม่ควรบังคับเพราะวัคซีนแต่ละตัวไม่มีการยืนยันว่าจะปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ เหมือนการรักษาคนไข้ก็ต้องได้รับความยินยอมจากคนไข้ให้รับการรักษา โดยแพทย์จะต้องอธิบายให้คนไข้เข้าใจว่า การรักษานั้นจะเกิดประโยชน์อย่างไรและมีผลกระทบอย่างไรบ้าง

ทั้งนี้ยืนยันว่าวัคซีนมีความจำเป็น และวัคซีนที่นำเข้ามามีเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูง การแพ้อาจจะมีบ้างแต่ไม่รุนแรง ก็อยากเชิญชวนให้คนไทยมาฉีดวัคซีน

 

 

 

Next Post

ครม.ไฟเขียวปรับเกณฑ์กองสลากฯ จ่ายโบนัสสูงสุด 8 เท่าของเงินเดือน

พุธ ม.ค. 27 , 2021
กองสลากฯ ผลประกอบการดี ครม.ไฟเขียวปรับเกณฑ์จ่ายโบน […]