“ดีเอสไอ” ขยายผลยึดทรัพย์ฟอกเงินกว่า 154 ล้านบาท

"ดีเอสไอ" ขยายผลยึดทรัพย์ฟอกเงินกว่า 154 ล้านบาท

กรมสอบสวนคดีพิเศษ เดินหน้าขยายผลยึดทรัพย์ในความผิดฐานฟอกเงิน รวม 11 รายการ มูลค่ากว่า 154 ล้านบาท หลังพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาคดีแชร์ลูกโซ่ “ตู้คอนเทนเนอร์” ได้นำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดไปเปลี่ยนสภาพเป็นทรัพย์สินต่างๆ

วันนี้ (23 ธ.ค.2563) กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เปิดเผยถึงการขยายผลการยึดทรัพย์ในความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับฐานความผิดแชร์ลูกโซ่ มูลค่ากว่า 154 ล้านบาท โดยระบุว่า ตามที่กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินคดีความผิดมูลฐาน คดีพิเศษที่ 100/2558 กรณีหลอกลวงให้เช่าตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งพนักงานอัยการได้ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลอาญา ศาลมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.2562 ว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง มาตรา 12, 15 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ให้ลงโทษฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

 

 

จำเลยที่ 3 จำคุกคนละ 5 ปี รวม 2,540 กระทง เป็นจำคุก 12,700 ปี ความผิดกระทง ที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี จึงให้จำคุกคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 (2) กับให้จำเลยที่ 3 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหาย ตามจำนวนที่ผู้เสียหายแต่ละราย นำเงินมาลงทุนและยังไม่ได้รับคืน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง คดียังไม่ถึงที่สุด อยู่ระหว่างอุทธรณ์

พบพฤติกรรมเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินต่างๆ

ต่อมา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้สั่งการให้ดำเนินการในความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันในคดีพิเศษที่ 67/2562 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้รวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ว พบว่ากลุ่มผู้ต้องหาได้นำเงินที่ได้จากการกระทำผิด เปลี่ยนสภาพเป็นทรัพย์สินต่างๆ แล้วซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สิน โดยมีบุคคลที่มีพฤติกรรมอันควรสงสัย เกี่ยวข้องในการทำธุรกรรมที่มีเหตุอันเชื่อว่าเป็นการหลีกเลี่ยง โอน หรือรับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาหรือปกปิดแหล่งที่มา จำหน่าย โอน การได้สิทธิใดๆ ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวอันเป็นเงินหรือทรัพย์ที่ได้จากการกระทำผิด

 

 

จากการตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูลรายงานการเคลื่อนไหวทางการเงินพบว่ามีการทำธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย ปรากฏการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยผู้ต้องหาได้นำเงินที่เชื่อว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงในช่วงวันที่ 8 ธ.ค.2554 ถึงวันที่ 25 เม.ย.2558 ไปซื้อทรัพย์สินหลายรายการ รวมมูลค่า 154,090,226 บาท

อายัดทรัพย์ 11 รายการ กว่า 154 ล้านบาท

คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ออกหมายจับ จำนวน 6 ราย และแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหา จำนวน 19 ราย นิติบุคคล จำนวน 1 ราย โดยมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา จำนวน 26 ราย รวมมูลค่าทรัพย์สินที่อายัด ประมาณ 154,090,226 บาท ได้แก่ 1. โฉนดที่ดิน 44 แปลง มูลค่าประมาณ 114,857,000 บาท 2. อาคารพาณิชย์ จำนวน 6 คูหา มูลค่าประมาณ 30,000,000 บาท 3. บ้านเดี่ยว มูลค่าประมาณ 3,500,000 บาท 4. บัญชีเงินฝาก จำนวน 36 บัญชี รวมประมาณ 2,932,766 บาท

 

 

5. เงินสด 1,191,000 บาท 6. เงินดอลล่าร์ 660 ดอลล่าร์ มูลค่าประมาณ 20,460 บาท 7. ทองคำน้ำหนัก 4.5 บาท มูลค่าประมาณ 99,000 บาท 8. รถยนต์ 2 คัน มูลค่าประมาณ 1,200,000 บาท 9. จักรยานยนต์ 1 คัน มูลค่าประมาณ 30,000 บาท 10. อาวุธปืน 2 กระบอก กระสุน 24 นัด มูลค่าประมาณ 220,000 บาท และ 11. โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง มูลค่าประมาณ 40,000 บาท

เร่งเยียวยา – ตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและการเยียวยาผู้เสียหายทางคดีในปีงบประมาณ 2564 กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ จะได้จัดตั้งส่วนปฏิบัติการเพื่อติดตามทรัพย์ฯ ตามความผิด พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 และความผิดต่อเนื่องเกี่ยวพันฐานฟอกเงิน เพื่อดำเนินการกับกลุ่มผู้กระทำความผิดดังกล่าว ควบคู่กับการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษต่อไป

Next Post

โล่งอก! ผู้ใกล้ชิด สวทช.ทั้ง 11 คนไม่ติด COVID-19

พุธ ธ.ค. 23 , 2020
สวทช.ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 3 ระบุผลตรวจผู้สัมผัสเสี่ […]