โพสต์ไม่คิดชีวิตเปลี่ยน สิ่งที่พูดและพิมพ์บอกได้ว่าคุณเป็นคนเช่นไร

“ปลาหมอตายเพราะปาก” เป็นหนึ่งในสำนวนไทยที่มักใช้สอนและเตือนใจเรื่อง “การพูด” อยู่เสมอ ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน สำนวนนี้ก็ยังคงใช้สอนใจและเตือนใจได้แบบอกาลิโก มันคือสำนวนไทยที่เตือนว่าถ้าพูดพล่อย ๆ พูดไม่คิด พูดโดยปราศจากการไตร่ตรอง ก็อาจจะได้รับอันตรายหรือได้รับโทษจากสิ่งที่ตนเองพูด พูดอะไรออกมาก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองพูด ดังเช่นอีกสำนวนที่เรามักจะได้ยินอยู่บ่อย ๆ เช่นกันว่า “พูดดีเป็นศรีแก่ตัว พูดชั่วอัปราชัย”

แต่ในยุคนี้ “ปลาหมอตายเพราะปาก” และ “พูดดีเป็นศรีแก่ตัว พูดชั่วอัปราชัย” อาจจะมีความหมายกว้างขึ้นกว่าการพูด ตรงที่ยุคสมัยนี้มันเป็นยุคที่เราอาจจะใช้วิธีพูดเพื่อแสดงความคิดเห็นของตนเองน้อยลง หรือจริง ๆ เราก็พูดกันมากเหมือนเดิมนั่นแหละ เพียงแต่มันมีวิธีการแสดงออกถึงความคิดเห็นในเชิงไม่พอใจด้วยวิธีการพิมพ์แล้วโพสต์ลงบนสื่อโซเชียลมีเดียของตนเองเข้ามาอีกทางหนึ่ง พื้นที่โซเชียลมีเดียที่ใคร ๆ มักเข้าใจว่ามันเป็นเพื่อนที่ส่วนตัวนั่นเอง แต่ถ้ามันเป็นส่วนตัวมากขนาดนั้นจริง ๆ คงไม่เกิดเหตุการณ์ที่ใคร ๆ ก็สามารถ “แคปเจอร์” ภาพหน้าจอนั้น แล้วเอามาเป็นประเด็นให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ในภายหลังได้

ดังนั้น ไม่ว่าจะแสดงความคิดเห็นด้วยการพูดหรือโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย หากไม่คิดให้ดี ๆ ด้วยสติและปัญญาก่อน มันก็เข้าข่าย “ปลาหมอตายเพราะปาก” และ “พูดดีเป็นศรีแก่ตัว พูดชั่วอัปราชัย” ได้เหมือนกัน

พื้นที่ส่วนตัวบนโลกออนไลน์ไม่เคยมีอยู่จริง

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าหลาย ๆ คนเข้าใจว่าโซเชียลมีเดียที่เป็นชื่อแอคเคาท์ของตัวเอง คือ “พื้นที่ส่วนตัว” ที่ตัวเองจะแสดงความคิดเห็นอย่างไรก็ได้ อยากระบายความในใจ อยากแสดงออกซึ่งสิ่งที่ตัวเองคิด หรืออยากแสดงความมีตัวตนของตนเองบนพื้นที่ที่ตัวเองมี โดยไม่ได้ตระหนักว่าทุกสิ่งอย่างที่โพสต์ลงบนออนไลน์มันไม่สามารถพูดว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวได้เต็มปาก เพราะทุกอย่างจะถูกเผยเแพร่สู่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ อย่างน้อย ๆ ก็คนที่เป็นเพื่อนหรือติดตามกันอยู่ ที่สำคัญ มันจะติดเป็น Digital Footprint ที่ไม่ว่าอย่างไรก็สามารถถูกขุดคุ้ยเจอได้สักวัน

Digital Footprint หรือรอยเท้าดิจิทัล จะถูกทิ้งเอาไว้เสมอเมื่อเราเข้าสู่โลกออนไลน์ ขนาดการใช้แอคเคาท์อวตารในการแสดงความคิดเห็นสุดหยาบคาย สุดถ่อย ด้วยคิดว่าไม่ได้ใช้ชื่อจริง ไม่ได้เปิดหน้า จะตามเจอได้อย่างไรว่าเป็นใคร แต่บอกเลยว่าการตามรอยจาก Digital Footprint นั้นไม่ได้ยากเลยที่จะตามหาตัวตนที่แท้จริง ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ หากคุณพลาดขึ้นมา ไม่เพียงดราม่าอย่างเดียวที่พึงบังเกิด แต่การถูกดำเนินคดีตามกฎหมายก็จะอาจจะเกิดขึ้นได้เช่นกัน

แล้วถ้าปิดโพสต์เป็น “เฉพาะฉัน” ล่ะ จะรอดไหม คำตอบคือ มันก็คงแค่ประวิงเวลาออกไป การที่ไม่ถูกขุดเจอในวันนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าในวันข้างหน้าจะรอด ตราบใดที่มันถูกโพสต์ลงไปบนโลกออนไลน์แล้ว แน่นอนว่าการลบทิ้งก็อาจจะไม่รอดเช่นกัน เพราะมันไม่ได้ยากเย็นอะไรหากมีคนคิดที่จะรื้อฟื้นจริง ๆ และหากในวันหนึ่งที่มันเกิดหลุดออกมาให้ใครสักคนเห็นแค่ช่วงเสี้ยววินาที มันก็จะกลายเป็นตราบาปที่ถูกขุดคุ้ยไปตลอดชีวิต อดีตที่อยากลบ พฤติกรรมแย่ ๆ ที่อยากลืม แต่ก็ทำไม่ได้ ฉะนั้น มันน่าจะดีกว่าหากคุณคิดให้ดี ๆ รอบคอบก่อนที่จะพิมพ์อะไรลงไปตามอารมณ์

ก่อนจะแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องใด ๆ ก็ตามบนโลกใบนี้โดยการใช้พื้นที่บนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะแพลตฟอร์มไหน พึงตั้งคำถามกับตนเองทุกครั้งว่าสิ่งที่จะพิมพ์นั้นเหมาะสมหรือไม่ เสี่ยงที่จะเรียกทัวร์ไหม รวมถึงมีความรู้หรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวดีแค่ไหน และถ้าไม่แสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ พยายามมองข้ามไปบ้าง เราจะได้รับผลกระทบอะไรไหม จะกินไม่ได้นอนไม่หลับหรือเปล่า ถ้าไม่ ก็หยุดพิมพ์โพสต์นั้นเสีย เพราะไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงในการเป็นคนดังช่วงข้ามคืนด้วยเรื่องเสีย ๆ หาย ๆ และถูกตามด่าไปตลอดชีวิต คุณอาจจะกำลังสร้างความเข้าใจผิดหรือค่านิยมบางอย่างที่บิดเบี้ยวให้กับคนในสังคมด้วย

ถ่อย หยาบ แรง ไม่ได้ดูเท่!

อย่าเข้าใจผิดว่าการทำตัวเป็นคนตรง ๆ แรง ๆ ไม่สร้างภาพ ไม่เสแสร้งพูดจาดี ๆ ประมาณว่าคิดอะไรก็พูดก็ทำแบบนั้นคือความจริงใจที่จะมอบให้คนอื่น เอาเข้าจริงการเป็นคนที่พูดหรือทำอะไรตรง ๆ ไม่เสแสร้ง กับพฤติกรรมที่ดูถ่อย หยาบคาย ไม่มีมารยาท มันก็มีเส้นบาง ๆ กั้นอยู่ โดยที่เราสามารถดูออกว่าคนแบบไหนเรียกว่าคนตรงและคนแบบไหนเรียกว่าคนถ่อย เพราะทุกอย่างที่เป็นตัวเรามันสามารถสะท้อนให้เห็นผ่านคำพูดที่พูดหรือพิมพ์ออกมา คนตรงไม่ได้แปลว่าต้องหยาบคายหรือไร้มารยาท และกระบวนการในการกลั่นกรองก่อนพูดหรือก่อนพิมพ์ก็แตกต่างกันด้วย

เพราะการจะเข้ากลุ่มเข้าสังคม เราต้องคำนึงถึงมารยาทในการอยู่ร่วมกันด้วย จะไปเป็นคนตรง ๆ โดยไม่มีมารยาทกับคนอื่นไม่ได้ โดยเฉพาะคนที่เขาไม่ได้รู้สึกอินด้วย หรือรู้สึกว่ามันไม่เหมาะสมที่จะแสดงความคิดเห็นแบบนี้ในแหล่งชุมนุมชนที่มีคนหลายคนใช้พื้นที่ร่วมกัน ต่อให้เป็นพื้นที่ออนไลน์ก็ตาม จะต้องคำนึงว่าขอบเขตที่สังคมนั้น ๆ อนุญาตให้มีสิทธิ เสรีภาพที่จะทำมันอยู่ตรงไหน ไม่เสแสร้ง ไม่ใส่หน้ากาก แต่ทุกอย่างมีขอบเขตของมันว่าทำได้หรือทำไม่ได้ ไม่ใช่สนแค่ตัวฉันอย่างเดียวว่าฉันจะทำ หากคิดเช่นนั้น ก็ต้องยอมรับในผลของการกระทำของตนเอง

อันที่จริง การสื่อสารด้วยการพิมพ์นั้นน่าจะมีเวลาในการไตร่ตรองมากกว่าการพูดโต้ตอบแบบฉับพลัน ยังมีเวลาให้ได้คิดดี ๆ ก่อนที่จะกดโพสต์หรือกดส่ง สามารถอ่านทวนอีกรอบได้ว่าสิ่งที่พิมพ์ไปนั้นดีแล้วหรือยังสมควรหรือไม่ หากมันพาดพิงคนอื่น ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือพาทัวร์มาหาโดยไม่ได้เชิญ ก็อย่าเพิ่งกดโพสต์หรือกดส่ง ยับยั้งชั่งใจตัวเองให้ได้ด้วยสติปัญญาที่มี คิดให้มาก ๆ ว่าหากแสดงพฤติกรรมที่ไร้ซึ่งความคิดออกมาก่อน ก็จะต้องรับสภาพและผลของการกระทำไป จะมาแก้ตัวตอนหลังว่าทำไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการก็ไม่มีประโยชน์แล้ว

ต้องทำความเข้าใจว่าการมีคาแรคเตอร์ถ่อย ๆ มันดูเรียกร้องให้คนมาสนใจได้ ไม่ว่าจะสนใจแบบชื่นชมหรือก่นด่า หลายคนจึงเข้าใจว่าพฤติกรรมแบบนี้มันดูเท่ แต่จริง ๆ แล้วไม่เลย ถ่อยก็คือถ่อย คนทั่วไปก็รู้สึกว่ามันเป็นพฤติกรรมที่ไม่มีมารยาทและน่ารังเกียจ หลายพฤติกรรมก็มีเหตุและผลในตัวมันเองว่าทำไมจึงไม่สมควรที่จะทำ และทำไมสังคมจึงรับไม่ได้ หากไม่อยากให้ใครรู้ว่าลึก ๆ แล้วเราเป็นคนเช่นไร ก็อย่างโพสต์หรือพูดอะไรที่แสดงทัศนคติ วุฒิภาวะ และตัวตนเช่นนั้นออกมา เสแสร้งเพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของตนเองบ้างก็ดี ไม่ต้องกระหายแสงอยากจะเป็นคนยืนหนึ่งเรื่องความถ่อยในสายตาสาธารณชนขนาดนั้นก็ได้

ถ้าพูดถึงคนอื่นดี ๆ ไม่เป็น ห้ามใจตัวเองไม่ให้พูดหรือโพสต์น่าจะง่ายกว่า

คนเราไม่จำเป็นที่จะต้องแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับทุกเรื่องบนโลกใบนี้ก็ได้ หรือเวลาที่ไม่พอใจอะไร ก็สงบสติอารมณ์ก่อน ไม่ต้องรีบโพสต์ระบายแบบขาดสติทุกครั้งไป ถ้าไม่มีคำพูดดี ๆ คำวิจารณ์เชิงบวกในการเอ่ยถึงคนอื่น หรือหาคำพูดที่ไม่เหยียด คำพูดที่ไม่บูลลี่คนอื่นทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจไม่เป็นก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงเขา เก็บสิ่งที่คิดไว้ในใจก็พอ ไม่ต้องแสดงออกมาให้คนอื่นเห็นว่าจริง ๆ แล้วคุณเป็นคนเช่นไรแบบคำพูดที่คุณพิมพ์ออกมา

แน่นอนว่าคุณมีสิทธิ์ที่จะคิดหรือนึกถึงคนอื่นในแง่ที่ไม่ดี เพราะท้ายที่สุดคุณก็เป็นแค่ปุถุชนคนธรรมดา ถ้าแค่คิดเฉย ๆ ให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันทำงานอยู่ในหัวคุณแค่คนเดียว มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่เราจะรู้สึกไม่ดี ไม่ชอบ ไม่พอใจใคร แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาพูดพาดพิงถึงบุคคลอื่นด้วยความคึกคะนองและสนุกปากอย่างภาคภูมิใจ อย่าแปะป้ายภาพลักษณ์ในเชิงเสียหายให้กับใคร ต่อให้รู้จริงหรือแค่คะนองปากก็ตาม ไม่ใช่หน้าที่ที่จะต้องพูดถึงใครแบบเสียหาย เพราะเหนือสิ่งอื่นใด มันคือการที่คุณฆ่าตัวเองให้ตายเอง พลิกวิกฤติให้เป็นหายนะ เพราะทัศนคติเช่นนั้น

การมองคนอื่นที่แปลกแตกต่างไปจากตัวเองว่าเป็นสิ่งไม่ดี มองว่าที่ตัวเองเป็นอยู่คือสิ่งที่ดี เหนือกว่าคนอื่น แล้วเหยียดคนอีกกลุ่มว่าเป็นคน “อีกพวก” ที่ประหลาด แตกต่าง ไม่เท่ากับตัวเอง ด้อยค่าสิ่งที่พวกเขาไม่เหมือน และแสดงออกว่ารังเกียจ สิ่งเหล่านี้คือการเหยียดและด้อยค่าทั้งสิ้น ไม่ใช่สิ่งที่คนเราควรทำต่อกัน เพราะ “ทุกคนก็คนเหมือนกัน” คนที่มีคุณค่าในตัวเองเหมือนกัน ทุกคนต่างดำรงชีวิตบนโลกในฐานะสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน คนจะไม่เหมือนกันได้อย่างไร ตราบใดที่ทุกคนต้องกิน ขับถ่าย สืบพันธุ์ นอน และหายใจ

ฉะนั้นแล้ว หากไม่สามารถพูดถึงคนอื่นในแง่ดีได้ วิจารณ์เชิงบวกต่อคนอื่นไม่เป็น หรือไม่สามารถบังคับหรือฝืนให้ตนเองเป็นคนที่คิดก่อนพูดและก่อนโพสต์ได้ ก็คงจะดีกว่าที่จะลดหรืองดการใช้โซเชียลมีเดียไปสักระยะ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำร้ายคนอื่นด้วยสารพัดคำพูดที่ไม่ผ่านการกลั่นกรอง และที่สำคัญ จะได้ไม่ทำให้ตัวเองดูแย่ในสายตาสาธารณชนด้วย อย่าลืมว่าทุกสิ่งอย่างที่คุณคิดและแสดงออก มันจะสะท้อนความเป็นตัวคุณได้หมดเลยว่าคุณเป็นคนแบบไหน ยิ่งหยาบคาย ยิ่งถ่อย ยิ่งต่ำทรามแค่ไหน ก็ยิ่งบ่งบอกถึงจิตใจว่าไม่ได้สูงส่งไปกว่าสิ่งที่พูดหรือพิมพ์ออกมา

Next Post

ดีงาม! Scribble ฟีเจอร์ขีดเขียนบน iPadOS รองรับภาษาไทยแล้ว

อังคาร มิ.ย. 7 , 2022
ถ้าใครที่เป็นเจ้าของ iPad และ Apple Pencil บางคนก็ […]