สัมผัสตัวตนใต้รอยยิ้ม “บูม สุภาพร” สาวสตรองที่ไม่ยอมแพ้ แม้ชีวิตจริงดราม่ายิ่งกว่าละคร

สัมผัสตัวตนใต้รอยยิ้ม "บูม สุภาพร" สาวสตรองที่ไม่ยอมแพ้ แม้ชีวิตจริงดราม่ายิ่งกว่าละคร

ก้าวเข้าสู่การเป็นนางเอกเต็มตัวและฝีมือดีโดนใจแฟนๆ ขึ้นทุกวัน สำหรับสาวมากความสามารถ บูม-สุภาพร วงษ์ถ้วยทอง ที่เข้าสู่วงการมาตั้งแต่เด็กในบทบาทของการเป็น ดีเจ และ พิธีกร ก่อนจะแจ้งเกิดสุดปังในฐานะนักแสดงกับ บท “อังกอร์” เสือสาวสุดสตรอง โกยเรตติ้งไปแบบถล่มทลาย

และล่าสุดเจ้าตัวก็ได้รับความท้าทายครั้งใหม่ในบท ดร.ชลันธร นักจิตวิทยาสาว สวย เก่ง ฉลาดครบเครื่อง จากละครฟอร์มใหญ่ กระสุนล้านนัด “ดาวคนละดวง” จากค่าย อาหลอง กรุ๊ป ประกบคู่พระเอกมาดเข้ม “เกรท-วรินทร ปัญหกาญจน์” ถ่ายทอดเรื่องราวครบรสผ่านหน้าจอ ช่อง 3 ซึ่งออนแอร์เพียงตอนแรกก็ได้รับการตอบรับจากแฟนละครเป็นอย่างดี

ด้วยฝีมือการแสดง และคุณภาพในการทำงานของ บูม สุภาพร ที่ผ่านมา บวกกับคาแร็กเตอร์ความเป็นคนสดใส ทรงเสน่ห์ ยิ้มเก่ง สร้างเสียงหัวเราะได้อยู่เสมอ ทำให้ตอนนี้หลายๆ คนยื่นใบสมัครเป็นแฟนคลับไปเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับอีกหลายคนที่อยากทำความรู้จักสาวคนนี้ให้มากขึ้น

ล่าสุด sanook.com จึงขอคว้าตัวสาว บูม มานั่งพูดคุยถึงผลงานชิ้นล่าสุด และเจาะลึกตัวตนของสาวคนนี้กัน เพราะต้องบอกเลยว่า ชีวิตจริงของเธอนั้นดราม่ายิ่งกว่าละคร จากคุณหนูเพรียบพร้อม ชีวิตพลิก ครอบครัวล้มละลาย พ่อแม่แยกทาง กลายเป็นเด็กสาวที่ต้องสู้ชีวิตรับงานทุกอย่าง แต่เธอก็ยังสตรองและยิ้มให้ทุกสถานการณ์เสมอ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรไปคุยกับบูมกันเลย

เป็นยังไงบ้าง “ดาวคนละดวง” ฟีดแบ็กดีตั้งแต่คืนแรกที่ออนแอร์เลย?

“ดีใจค่ะ ที่คนชอบและแฮปปี้กับการได้ดูละครบู๊ รู้สึกดีใจแทน ผู้จัด พี่กู๊ด พี่แก้ว ผู้กำกับ พี่โหน่ง ดีใจแทนทีมงานทุกๆ คนที่เขาทุ่มเทให้กับการทำงานมากแล้วผลงานออกมาดี คำชม คือ กำลังใจที่ยิ่งใหญ่มากๆ เราถึงกับไปเสิร์ชหาเลยนะว่าคนพูดถึงงานเรายังไงบ้าง ตื่นเต้นมากๆ เราก็เช็กว่าคนเขาจะเชื่อในสิ่งที่เราแสดงออกมาไหม เพราะประสบการณ์การแสดงของบูมไม่ได้โชกโชนมาก แต่เราอยากทำให้เต็มที่ที่สุด อยากให้เข้าถึงคาแร็กเตอร์นั้นจริงๆ ค่ะ”

 ดร. ชลันธร ค่อนข้างมาสายเรียบร้อย หวานๆ ซึ่งตัว บูม เป็นคนเฮฮา ขำๆ ตอนถ่ายทำยากไหม?

“ไม่ได้ยากค่ะ ส่วนที่ยาก คือ ส่วนดราม่า ส่วนเรื่องความเรียบร้อย ความนิ่ง หรือ อะไร จริงๆ บูมก็มีโหมดนั้น แต่มันแค่เป็นโหมดที่คนอื่นไม่ได้เห็น เพราะในโหมดการทำงานของบูม ทุกคนจะคาดหวังว่าบูม คือ มนุษย์ร่าเริง มีความดี๊ด๊าอะไรแบบนั้นนึกออกไหมคะ เราก็จะทำงานทุกอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าบรีฟมา หรือ ใดๆ เรื่องความสนุกสนาน เฮฮา  แต่ถามว่าเรามีโมเมนต์ นิ่ง เงียบ อยู่เฉยๆ อยู่ที่บ้านแล้วไม่พูดเลยมีไหม มันก็มี แต่ว่าคนอาจจะไม่ได้เห็น (หัวเราะ)”

แล้วผู้หญิงอย่าง ดร.ชลันธร มีส่วนไหนเหมือน บูม บ้าง?

“บูมว่าเหมือนที่ ความไม่ยอมแพ้ ของตัวละครตัวนี้ค่ะ ไม่ว่าจะเจออุปสรรค เจอปัญหา เจออะไรทุกๆ อย่าง ชลันธร ไม่เคยยอมแพ้กับมันเลย หรือ อาจจะมีจุดไคลแมกซ์ ที่หลายๆ คนอาจจะยอมแพ้ไปแล้ว แต่ชลันธรไม่ยอมค่ะ”

เรื่องกระแสจิ้นกับ “เกรท วรินทร” ล่ะ เป็นยังไงบ้าง เพราะกระแสมาตั้งแต่ยังไม่ลงจอเลย?

“อันนี้แฮปปี้นะคะ เพราะเรารู้สึกว่ามีคนเชื่อกับตัวละครสองตัวนี้จริงๆ เราก็แซวกันอะไรกัน พี่เกรท เป็นคนน่ารักค่ะ ใครทำงานด้วยก็มีความสุข อย่างบูมเองก็แฮปปี้ที่จะอยู่ใกล้เขา”

บูม เกรท ละคร ดาวคนละดวง

ไม่เคยร่วมงานกันมาก่อน “เกรท วรินทร” ในความคิดกับตัวจริงต่างกันไหม?

“บูมไม่เคยรู้จักเขาเลยค่ะ (หัวเราะ) รู้ว่าคนนี้ คือ เกรท วรินทร และรู้ว่าเขามีรอยยิ้มที่มีเสน่ห์นะ น่ารักดี แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้ร่วมงานกันเลย พอได้เจอตัวจริง ได้ร่วมงาน ได้เห็นพื้นฐานจิตใจก็รู้สึกว่าคนนี้คุยได้ (ยิ้ม) ตอนแรกเราก็ไม่ได้จินตนาการมาก่อนเลยว่าเขาจะเป็นยังไง แต่ก็จะมีแต่คนบอกว่าเกรทน่ารัก เราก็รู้อยู่แล้วว่าพี่เกรทน่ารัก แต่น่ารักยังไงพอได้มาสัมผัสก็ โอเค น่ารักค่ะ เวลาเราเล่นมุกอะไรแล้วมันทันกัน แกล้งกัน เล่นกัน จนสนิทแล้ว”

มาฝั่ง “ป๊อบ ฐากูร” บ้าง ร่วมงานกันครั้งแรกเหมือนกัน?

“ค่ะ คือ พี่ป๊อบในโมเมนต์แรก บูมพูดตรงๆ เลยนะ คนอะไรเนี่ย เป็นไฮเปอร์หรือเปล่าเนี้ย (หัวเราะ) บูมว่าบูมเป็นคนดีดดิ้นแล้วนะ แต่เขายิ่งกว่า งุ้งงิ้งๆ ตลอดเวลา บางทีเราต้องใช้สมาธิ รำคาญคนนี้จังเลย เดินวนเราอยู่ได้ หลายคนอาจจะจินตนาการไม่ออก แต่เดินวนค่ะ เดินวนจริงๆ แล้วก็จะชอบลืม

จนบางทีเราต้องเล่นดราม่าเราก็จะหันหลังให้เขา ขนาดหันหลังให้แล้วยังสะกิดอีก (หัวเราะ) พอเราหันมาเขาก็ อุ้ย ขอโทษๆ ซึ่งเราก็แบบสมาธิเรามันไปตั้งแต่สะกิดแล้ว เข้าใจมั้ย (หัวเราะ) แต่เขาเป็นคนจริงใจมากจริงๆ ถ้าผิดเขาจะขอโทษ เราก็ไม่ได้โกรธจริงจังหรอก โกรธไม่ลงจริงๆ เขาตลก เป็นคนน่ารักคนนึง จริงใจเหลือเกิน บูมชอบมากเลย”

เห็นนักแสดงฮากันขนาดนี้แต่เวลาเข้าฉากจริงจังมาก?

“มากค่ะ ก็แต่ละฉากไม่มีเล็กๆ เลย แม้แต่ฉากที่เรียกว่าฉากง่ายก็ใหญ่ เช่น คุยกัน แต่คุยในงานวัด คุยกัน แต่คุยในกรมตำรวจ ถ้าพี่ๆ นักแสดงสมทบคนไหนเดินผิดหรือ ผิดคิวอะไรแม้แต่นิดเดียวก็ต้องเริ่มใหญ่ แล้วสมมติว่าเราผิด พี่ๆ เขาก็ต้องไปเริ่มเดินมาใหม่เพราะกล้องมีกว้าง มีแคบ เพราะฉะนั้นไม่มีคำว่าฉากเล็ก ละเอียดยิบค่ะ

ฉากใหญ่ก็ คือ ระเบิดบ้านทิ้ง ซึ่งเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ (หัวเราะ) เราก็ต้องตั้งใจมาก จริงๆ นะ ถ้าเปรียบเทียบฉากเล็กๆ มีไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์เลยมั้ง ขนาดฉากเล่นคนเดียว แค่นั่งร้องไห้ ถ่ายนานหลายรอบมากเพราะเก็บหลายมุม แต่ออนเสี้ยววินาที (หัวเราะ) เป็นงานประณีต ซึ่งบูมโอเคนะ ถ่ายเกินดีกว่าถ่ายขาด เป็นซิกเนเจอร์ของค่ายนี้อยู่แล้วเรื่องความละเอียด ไม่ว่าจะมุมกล้อง แสง เอฟเฟกต์ ระเบิด องค์ประกอบเขาละเอียดมากค่ะ ยอมเลย”

จำกัดความละครเรื่องนี้หน่อย สรุปว่าเป็นละครแนวไหน?

“เป็นละครที่เรียกว่า “อร่อยค่ะ” เพราะครบรส (หัวเราะ) ทั้งบู๊ ดราม่า คอมมาดี้ ได้ทั้งข้อคิดอะไรหลายๆ อย่าง เรื่องความใฝ่ฝัน เรื่องเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เรื่องตำแหน่ง ยศถาบรรดาศักดิ์ เรื่องฐานะทางสังคม เรื่องเงิน ความรัก บูมว่ามันครบรสมากๆ เลยค่ะ มันนัวไปหมด”

บูม กับซีนดราม่าน้ำตาท่วม

บูม แสดงละครมากี่เรื่องแล้ว?

” 3 ค่ะ แต่หนักทุกเรื่อง บูมเริ่มถ่ายละครตั้งแต่อายุ 26-27 บูมว่าบูมโชคดีที่ได้เล่นละครคุณภาพทุกเรื่องเลย แต่ละเรืองเป็นละครใหญ่หมดเลย ใหญ่ที่ว่าหมายถึงแต่ละฉากใหญ่หมดเลย (หัวเราะ) รวมทั้งเจอแต่นักแสดงรุ่นใหญ่ด้วย เป็นสิ่งที่บูมโชคดีมากในขณะที่บูมผ่านประสบการณ์มาไม่มาก แต่ได้ร่วมงานกับนักแสดงเก่งๆ ทั้งนั้น เป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่มาก”

พัฒนาการด้านการของเราเป็นยังไงบ้าง?

“ตอนแรกเรื่องแสดงบูมก็ยังโบ้ๆ เบ้ๆ ตั้งแต่เรื่องแรก “อังกอร์” คือ โบ้เบ้มาก แอคติ้งก็มีพี่กู๊ดสอน คือ เราไม่มั่นใจเลยเพราะเราก็ไม่ใช่คนสวยแบบเป๊ะ ตาก็ไม่เท่ากัน เราก็รู้จุดบอด จุดด้อยของเรา ก็คิดว่าคนจะตำหนิเราหรือเปล่า กลัวไปหมดเลย แต่ตอนนั้นเราก็ไม่ห่วงสวยแล้วกัน เพราะเป็นเสือเนาะ เป็นสัตว์ (หัวเราะ)

พอมาเรื่อง “เล่ห์บรรพกาล” ก็โอเค เล่นร้าย บูมมองว่าคงไม่มีใครหรอกที่สมบูรณ์แบบ บูมจำคำพูดของนักแสดงท่านนึงเขาบอกว่า “ถ้าเราแสดงดี คนจะมองข้ามจุดด้อยบนใบหน้าของเราไป” บูมก็เลยพัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆ เราก็ไม่ได้เก่งอะไร เลยต้องทำการบ้านเยอะๆ อย่างทุกวันนี้ต้องเล่นร้องไห้ ก็ลองเล่นกับตัวเองหน้ากระจกก่อน โห! สงสัยเกร็งเกินไป น้ำตาไม่ไหล (หัวเราะ) ก็กำลังพยายามพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ อยู่ค่ะ”

จาก ดีเจ พิธีกร จนตอนนี้มาเป็นนางเอก ชีวิตในฐานักแสดงเข้าที่เข้าทางหรือยัง?

“บูมว่าก็ยังไม่มีอะไรลงตัวทุกอย่างซะทีเดียวนะคะ กว่าคนเราจะชีวิตลงล็อกก็ใช้เวลานานนะ  อย่างเรื่องการแสดงเหมือนยังเป็นจุดเริ่มต้นของบูม เป็นนักแสดงที่ยังไม่มากประสบการณ์ แต่ที่ดูเหมือนนานเพราะแต่ละเรื่องถ่ายนานเฉยๆ (หัวเราะ) หลายคนอาจจะมองว่าได้ยินชื่อเรามานานมากเลย

ซึ่งบูมแฮปปี้กับการทำงานทุกอย่างมากเลยนะ บูมสนุกกับทุกงานที่ทำ ทำให้เรามีความสุขไปกับมันเอง ไม่ว่าจะใช้ระยะเวลาสั้น หรือ ยาวนานขนาดไหน พอเราเห็นผลงานออกมาเราก็มีความสุข อย่างดาวคนละดวงออกมามันชื่นใจจังเลย และชื่นใจกว่า คือ คุณพ่อ คุณแม่เราได้ดู บูมมานั่งดูตัวเองก็มีความสุขแล้ว ไม่รู้เหมือนกันอาจจะเพราะบูมเป็นคนมีความสุขง่ายๆ ค่ะ “

มาเป็นนักแสดงเต็มตัว งานที่เคยทำก็ยังคงทำอยู่ใช่ไหม?

“ทำอยู่ค่ะ บูมไม่เลิก (หัวเราะ) พิธีกร ดีเจ ไปเป็นรับเชิญรายการโน่น นี้ บูมก็ยังรับหมด พิธีกรอีเว้นต์ก็รับและรับเรทพิธีกรเหมือนเดิมด้วย บูมรับหมดทุกงานเพราะบูมรู้สึกว่า บูมไม่ได้อยู่ในจุดที่เลือกได้แบบคนอื่นเขาหรือเปล่า ไม่รู้เหมือนกัน ในเมื่อโอกาสมันเข้ามาในชีวิตและเรารู้สึกว่ามันทีค่า เราไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสได้ทำมันอีกไหม แค่ทุกวันนี้เขานึกถึงเราอยู่นั่นก็ถือว่าดีมากๆ แล้ว

 จากการเป็นพิธีกร ดีเจ มาเป็นนางเอก การถูกจับจ้องมันต่างกัน เรารับมือกับตรงนี้ยังไง?

“ไม่รู้เหมือนกัน บูมอาจจะยังไม่ได้เป็นที่จับจ้องขนาดนั้นมั้งคะ”

บูม สุภาพร

โดนแต่เราไม่รู้หรือเปล่า เพราะก่อนหน้านี้ก็โดนเรื่องเป็นมือที่สาม เกรท กับแฟน?

“จริงด้วย (หัวเราะ) บูมไม่ได้คิด คือ ถามว่าเตรียมรับมือยังไงก็ คือ ไม่ได้เตรียมเลย อาจจะเป็นเพราะบูมค่อยๆ เดินมาทีละก้าวๆ เลยไม่ค่อยได้เห็นความเปลี่ยนแปลงสักเท่าไหร่ ตอนอังกอร์ ชีวิตเปลี่ยนจริง มีคนรู้จักมากขึ้น แต่ไม่ได้โด่งดังอะไร เราไม่ได้คาดหวังว่าเราจะต้องเป็นยังไง ก็เลยใช้ชีวิตปกติทำตัวธรรมขาติของเราไป”

“แต่ก็จะมีโมเมนต์ที่ตื่นเต้นตอนพี่ๆ นักข่าวมาสัมภาษณ์เยอะๆ เหมือนดาราคนอื่นๆ ที่เขาเป็นกัน ปกติเราก็ผ่านเวทีมาเยอะนะ แต่ก็ยังตื่นเต้นอยู่ ตอบผิดตอบถูกไปหมดเลย ประหม่าเพราะกลัวว่าทุกๆ คำพูดที่เราพูดออกไปมันจะกระทบใครหรือเปล่า ต้องไตร่ตรองมากกว่าเดิม กลัวกระทบความรู้สึกคนอื่น 

อย่างการถูกจับจิ้นกับพี่เกรท จริงๆ ก็กลัวเหมือนกัน เพราะบางทีคนที่รักพี่เกรทเขาอาจจะไม่ได้อยากให้พี่เขามายุ่งกับเราหรือเปล่า (หัวเราะ) โชคดีที่แฟนคลับพี่เกรทน่ารัก แต่เราก็ไม่ได้คิดมากถึงขั้นต้องคุยกันว่าหนูต้องตอบยังไง พี่จะตอบยังไง ไม่ต้องมาเตี๊ยม หรือ มาถามอะไรกัน เราก็พูดในส่วนของเรา เพราะบูมมองว่าเราเปลี่ยนความคิดคนอื่นที่มีต่อเราไม่ได้อยู่แล้ว”

มีอาการนอยด์กับข่าวที่ออกมาไหม?

“ไม่ค่ะ เพราะเรารู้ว่าไม่ได้มีอะไร เราแค่ชอบแซวกัน”

จะมีบางคอมเมนต์แรงๆ ที่เข้ามาบอกว่าเราเกาะ เกรท ดัง เรารู้สึกยังไงกับคอมเมนต์พวกนี้?

“ไม่ได้รู้สึกกอะไรนะคะ เพราะบูมก็ยังไม่ได้ดัง (หัวเราะ) แล้วก็ไม่เคยว่าต้องดัง หรือ ต้องเกาะเพื่อจะดัง เอาจริงๆ ถ้าเราพยายามจะเกาะ เราคงทำอะไรมากกว่านี้มั้งคะ ไม่รู้เหมือนกัน แล้วก็ไม่ได้คิดจะใส่ใจคำพูดลบๆ บูมว่าชีวิต หรือ เวลามันมีค่ามากกว่าที่ต้องมาใส่ใจสิ่งที่ทำให้ชีวิตเรามันหมองหม่น

เพราะตัวบูมเอง กว่าจะมาเป็นบูมได้ทุกวันนี้ เบื้องหลัง เรื่องทรหดในชีวิต หรือ สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต บูมมันเจออะไรมามากมายที่บูมต้องคิดในแต่ละวันมากกว่าจะต้องมาใส่ใจคนที่ไม่ได้รู้จักบูมจริงๆ แล้วก็ไม่อยากไปตัดสินเขาจากทัศนคติเขาด้วย

เราขอรีวิว “บูม สุภาพร” หน่อย กว่าจะมาถึงวันนี้ ผ่านอะไรมาบ้าง?

“ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร (หัวเราะ) จริงๆ บูมว่าทุกประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ทั้งเรื่องการทำงาน ครอบครัว ความสุข ความทุกข์ ความลำบาก หรือ อะไร มัน คือ การหล่อหลอมคน เป็นการสร้างเกราะป้องกันให้ตัวเราเอง”

บูมเองเป็นเด็กที่เกิดในครอบครัวที่ รวย มั่งคั่ง มาก่อน แต่ชีวิตกลับพลิกแบบสุดๆ?

“ก็ไม่ถือว่ารวยนะคะ แต่ก็มี บูมก็ไม่รู้ว่ารวยเขาวัดกันยังไง แต่บูมถือว่าบูมมี มีธุรกิจ คุณแม่เคยเป็นลูกรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย คุณพ่อเป็นเจ้าของโรงงาน โกดังให้เช่า ที่มีหลายๆ บริษัทมาเช่าทำโรงงาน เก็บค่าเช่ารายเดือน ก็ไม่ได้รวย แต่ก็มีกินมีใช้ ในระดับที่โอเค  

แต่พอวันนึง เราก็ไม่รู้หรอกว่าจุดพลิกผันของชีวิตมันยังไง คุณแม่ก็ไปทำการไฟฟ้าที่ จ.อุดรธานี ไปเล่นการเมือง คุณพ่อก็แยกทางกับคุณแม่ มันมีจุดพลิกอะไรหลายๆ อย่าง จากความสมบูรณ์แบบก็อาจจะกลายเป็นความไม่สมบูรณ์แบบก็ได้ โดยที่เราไม่ได้ตั้งตัว หรือ ตั้งรับมันมาก่อน”

บูม สุภาพรช่วงนั้นเราอยู่ในวัยไหน?

“ประถมค่ะ ก็จะมีช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เราต้องเลือกว่าจะอยู่กับพ่อหรือจะอยู่กับแม่ แหม่! เหมือนในละครเลยเนาะ (หัวเราะ) เราต้องเลือกค่ะ เพราะสุดท้ายแล้ว คุณพ่อ คุณแม่ เขาก็อยากให้ลูกมีอนาคตที่ดีที่สุด สิ่งที่ คุณพ่อ คุณแม่ จะให้เราได้ดีที่สุดไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง แต่ คือ การศึกษา คือ พื้นฐานสังคม ความคิด ทัศนคติ หรือ เรื่องการกินดีอยู่ดี บูมว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาจะให้เราได้ ณ โมเมนต์นั้น

ดังนั้นเมื่อเราอยู่ในจุดที่ต้องเลือก เราก็ต้องตัดสินใจ จากความเคยชินกับสิ่งที่เคยมี ก็อาจจะไม่มีเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบาย หรือ อะไร ทุกอย่างมันทำให้เราต้องยอมรับกับความเปลี่ยนแปลงให้ได้ โชคดีที่คุณแม่บูมเป็นคนมองโลกในแง่ดีมาก ก็เลยทำให้บูมเป็นคนมองโลกในแง่ดีเหมือนเขา และเขาก็ผ่านอะไรมาเยอะมาก ตั้งแต่มั่งคั่งจนหมดตัว เราเห็นตั้งแต่สูงสุดยันต่ำสุดแล้ว มันทำให้เราเห็นว่า “อดีตมีให้เห็น ไม่ได้มีให้เป็น” และมันทำให้บูมเป็นบูมในทุกวันนี้”

“บูมยังมีอีกหลายๆ อย่างที่บูมต้องทำ มีภาระหน้าที่ มีหนี้สิน ถึงแม้ว่าสิ่งที่เราเลือกแล้ว เราคิดว่ามันใช่แล้ว แต่สุดท้ายมันก็มีจุดที่ต้องเลือกอีกอยู่ดี อย่างเมื่อก่อน บูมก็ไม่ได้คิดว่าจะมาทางงานในวงการ เพราะเราก็มองว่าเรามีโรงงานอีกไม่รู้กี่สิบหลังที่ให้เช่า ก็น่าจะสบาย แต่สุดท้ายเราก็เลือกที่จะออกมาเริ่มต้นที่ศูนย์ด้วยตัวเราเอง”

อะไรที่ทำให้ลูกคุณหนูที่โดนตามใจมาตลอด ไม่กลายเป็นคนที่เอาแต่ใจ หรือ เลือกทางผิดในวันที่ชีวิตพลิกแบบสุดโต่งแบบนี้?

“บูมไม่รู้นะคะ บูมว่าบูมโชคดี ไม่รู้ว่าพระคุ้มครองหรือว่ายังไง แต่ด้วยความเป็นบูม บูมจะเป็นของบูมแบบนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เป็นคนแบบนั่งมอเตอร์ไซค์ไปเล่นเกมส์หน้าปากซอยบ้าน (หัวเราะ) แม้ว่าคุณแม่จะไม่ให้ไป ห้ามไปโน่นไปนี้ แต่เราเป็นคนที่อยากปีนออกจากบ้าน แอบไปซื้อปีนแก๊ป อยากออกไปเล่นกับเพื่อนจังเลย

แล้วก็ไม่ใช่เด็กที่รักสวยรักงามอะไร ออกไปเล่นเกมส์เคาน์เตอร์ เดโบ ตัวบาร์บาเรี่ยน สีม่วง เลเวล99  โอ้โห! เรามันสายนี้ มีแต่เด็กผู้ชายเล่น ชั่วโมงละ 30 บาท ไม่ได้เถลไถลไปแบบอื่น โชคดีมาก”

“อาจจะหลุดร่องหลุดรอยไปบ้างก็ คือ การแอบไปเปิดวาร์ป ตีบอส อะไรแบบนั้น เข้าใจมั้ยคะ แต่ไม่ใช่เถลไถลในรูปแบบการไปเที่ยว ไปกับเพื่อน ไปช็อปปิ้ง หรืออะไร หมดเงินอยู่กับร้านเกมส์ กินข้าวหมูกระเทียมไข่ดาว แล้วก็ยิง ตีเคาน์เตอร์ (หัวเราะ) พอดีบูมมีน้องที่เป็นลูกของอากู๋ น้องก็ชอบเล่นเกมส์เหมือนกัน ทีนี้ล่ะ โอ้โห! สองพี่น้องปั่นจักรยานไปเลยจ้าหน้าปากซอย มันส์เหลือเกิน”

บูมก็เป็นตัวแทนของเด็กที่อาจจะมีครอบครัวไม่สมบูรณ์ มีปัญหา แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เละเทะเสมอไป?

บูมว่าทางออกของแต่ละคนแล้วแต่เราจะเลือกเลย แต่เราต้องมาคิดนะว่าทางที่เราเลือกเนี้ย วันนึงถ้าเราเลือกทั้งที่รู้ว่ามันผิด เราต้องพูดกับตัวเองนะว่าไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไงเรารับมันได้ไหม ตอนนั้นบูมก็คิดไม่ได้หรอกนะคะ แต่อย่างที่บอกว่าบูมโชคดีที่บูมมาทาง เดโบ (หัวเราะ) อยู่แต่บ้าน เพราะเราไม่รู้จะไปไหน ตลอดเวลา คือ อยู่กับพี่ชาย มีพี่เลี้ยงประกบตลอด พ่อแม่ไม่ให้ไปไหน

โชคดีที่เราไม่เลือกทางประชดชีวิตตัวเองกับสิ่งที่มันเกิดขึ้น คุณพ่อคุณแม่จะบอกเสมอว่ามัน คือ เรื่องของผู้ใหญ่ แล้ววันนี้เราเข้าใจแล้วว่าการเข้ากันไม่ได้ของคนสองคนแล้วเขายังฝืนอยู่ต่อไปมันทรมานขนาดไหน 

ขอบคุณกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะพ่อแม่เลิกกัน ต้องย้ายที่อยู่ ต้องรับภาระปลดหนี้ ครอบครัวล้มละลาย หรือ อะไรก็แล้วแต่ บูมรู้สึกว่า สิ่งที่บูมเลือกมัน คือ สิ่งที่ถูกต้องแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นมันหล่อหลอมให้บูมเป็นคนเข้มแข็ง ไม่อ่อนไหวกับอะไรหลายๆ อย่าง เพราะมีสิ่งเหล่านี้คอยเตือนใจเราตลอด

บูม และ คุณแม่บูม และ คุณแม่

วันนี้บูมยังมีอีกหลายๆ อย่างที่ต้องทำ มีสิ่งที่อยากไปให้ถึง วันนี้แม้ดีแล้ว แม่มีความสุข บูมปลดหนี้ให้แม่แล้ว ทุกอย่างแม่สมบูรณ์แล้ว แต่บูมก็ยังอยากให้แม่บูมดีกว่าเดิม นี่ คือ เป้าของบูมที่จะทำไปเรื่อยๆ มันเป็นหน้าที่ที่เราต้องตอบแทนคนที่มีบุญคุณที่สุดในชีวิต ไม่ใช่ว่าเพราะเขาให้การศึกษาที่ดีหรืออะไร แต่มัน คือ สิ่งที่เขาให้แล้วเราให้กลับไม่ได้นั่น คือ การที่เขาให้ชีวิตบูม

“สิ่งที่แม่เจอมาหนักกว่าบูมหลายเท่า แม่เล่าให้บูมฟังนะคะ บูมพูดได้เลยว่าแม่เข้มแข็งมาก เขาผ่านมาได้ยังไง ในเมื่อแม่ผ่านมาได้แล้วบูมเป็นลูกแม่ทำไมบูมจะผ่านมันไม่ได้ เวลาบูมท้อ บูมเหนื่อย เสียใจ หรือ หงุดหงิด บูมจะได้คำพูดดีๆ จากแม่เสมอที่ทำให้เราคิดได้

สมมติมีช่วงที่เรารู้สึกว่า ไม่มีงานเลย อยู่แต่บ้านทำแต่รายการอย่างเดียว แม่บูมบอกว่า “โอ้ย! ได้เป็นตั้งนางเอก ใครจะคิด นางเอกช่อง 3 เลยนะ” (หัวเราะ) เขาก็จะมาแบบตลกๆ แต่เราก็จะได้คิดว่า เออ ก็จริงเนอะ”

เรียกได้ว่าคุณแม่เป็นแหล่งพลังบวกของบูม?

“ใช่ค่ะ แม่เป็นพลังบวกที่เติมให้บูมเสมอ”

เราจะเห็นบูมในมุม ยิ้ม หัวเราะ เสมอ มีเรื่องไหนเซนซิทีฟสำหรับเรามากๆ ไหม?

“เรื่องครอบครัวนี่แหละค่ะ นี่พูดไปถ้าไม่ได้ยิ้มหรือเกร็งไว้น้ำตาอาจจะไหลได้ (หัวเราะ) เรื่องครอบครัวสำหรับบูมเป็นปัญหาที่เราตัดยังไงก็ไม่ขาด” 

แล้วถ้ามาเรื่องครอบครัวของเราเองล่ะ?

“ยังไม่ได้วางไว้เลยค่ะ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกลัว หรือ ว่าไม่พร้อม คงไม่พร้อมแหละ คือ ยังมีภาระ บูมตั้งไว้ว่า ฉันจะต้องยืนด้วยลำแข้งฉันได้ก่อนฉันถึงจะมีครอบครัวเพราะวันใดที่สามีทิ้งฉัน ฉันก็จะยังไหวอยู่”

บูมก็เคยมีช่วงที่คบคนหนึ่ง แล้วไปถึงจุดอยากจะใช้ชีวิตร่วมกัน?

“จริงๆ บูมคบใครก็อยากไปถึงการใช้ชีวิตครอบครัวด้วยกันนะคะ ก็มีถึงขั้นออกแบบบ้านด้วยกันแล้ว แต่ตอนนั้นบูมก็ยังไม่ได้มีความคิดแบบนี้มั้งคะ บวกกับพอเรารู้จักกันมานาน เรารู้จักกันตั้งแต่บูมอายุ 12 แต่เพิ่งมาคบกันหลังจากนั้นหลายปี คบกันจนบูมเรียนจบ ก็คิดว่าจะใช่คนนี้ แต่พอมาออกแบบบ้านหรือมาอะไรแล้วเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่  เราก็ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองว่าเขากลายเป็นเหมือนครอบครัวไปแล้ว ไม่ได้รู้สึกเป็นคนรักแล้ว ก็เลยทำให้ความสัมพันธ์นั้นต้องยุติไป”

แล้วตอนนี้ล่ะ?

“ก็ยังไม่ได้วางแผนอะไรไว้ ถึงแม้บูมจะดูเป็นคนเข้มแข็ง พูดว่าไม่ได้แคร์ ไม่ได้ตั้งเป้ากับความรัก มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ แต่ทุกความสัมพันธ์ถ้ามันเริ่มต้นแล้วและต้องจบลงยังไงก็เสียใจอยู่ดี

ดังนั้นบูมเลยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่อีกค่อนข้างไกลมากๆ เลย บูมรู้สึกว่าการที่เราจะมีชีวิตครอบครัว เราต้องพร้อม ซึ่งความพร้อมของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน ณ ตอนนี้เลยบูมพูดได้เลยว่าบูมยังไม่พร้อม แต่ถามว่าอยากมีครอบครัวไหมก็คงอยาก แต่วันนึงถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร อย่างแม่บูม สุดท้ายก็อยู่คนเดียว บูมเลยรู้สึกว่าก็ไม่เป็นไร”

บูม สุภาพรบูม สุภาพร

ตอนนี้ถือว่ามีแฟนหรือยัง?

“มีคนคุยค่ะ แต่ถามว่าเป็นแฟนไหม บูมไม่ได้มีคำจำกัดความอะไรขนาดนั้น เพราะบูมรู้สึกว่าถ้าเราต้องเปิดแล้วถ้าไม่ใช่ล่ะ แล้วอะไรที่เขาทำให้เรามั่นใจล่ะ ซื่อสัตย์ไหม หรือยังไง ตอนนี้ก็ศึกษากันไป เหมือนบูมระวังมากเพราะกลัว ไม่ได้กลัวชีวิตครอบครัวนะ แค่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มากเลย

ตอนเด็กๆ ไม่เคยกลัวเลยนะ แต่พอผ่านเหตุการณ์ในชีวิตทำให้เราต้องระมัดระวังอะไรหลายๆ อย่างว่าเราต้องมั่นคง บูมไม่อยากแก่แบบไม่มีคุณภาพ เราจะเป็นภาระใครไหม ถ้าเราไม่มีใครเราจะดูแลตัวเองได้ไหม บูมกลัวความที่สุดท้ายแล้วเราดูแลตัวเองไม่ได้”

ถ้าไม่ได้มาเป็นนักแสดงคิดว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่?

“ตอนนั้นก็คิดว่าจะเป็นเจ้เจ้าของโรงงานค่ะ (หัวเราะ) เพราะเราก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็คงเป็นอาซ้อเก็บเงินค่าเช่าทุกเดือน ทำสัญญาเช่า ขยายกิจการทำอสังหาริมทรัพย์ไปเรื่อยๆ แต่สิ่งที่คิดอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น แน่นอนว่างานตรงนั้นรายได้ดีและมั่นคงกว่าการอยู่ในวงการ แต่ว่าอยู่ ณ จุดที่อยู่ทุกวันนี้เรามีความสุขกว่า มันเป็นสิ่งที่เราชอบ เรามีความสุขกับมัน

ตอนนี้ถามว่ามั่นคงไหมก็ไม่มั่นคงหรอก เราก็พยายามคลำหาอะไรที่มั่นคงอยู่ เราไม่หยุดที่จะหา สักวันมันต้องมีวันที่เป็นของเราสักทีเหอะ มันต้องมี แค่เราอย่าหยุดเคารพตัวเราเอง เราต้องให้เกียรติตัวเองว่า เอาน่า อีกสักหน่อย 10 ปี ก็ไม่สายใช่ไหมคะ

ใต้รอยยิ้มของบูม มันผ่านการร้องไห้มามากไหม?

“บูมไม่ค่อยร้องไห้ค่ะ เพราะคุณพ่อบูมเคยบอกว่า “ชีวิตคนเรามันสั้นนะลูก เราไม่มีเวลามานั่งเสียน้ำตา หรือ มานั่งโทษใคร ตำหนิใคร เดินหน้าต่อไปเถอะ” 

 เห็นว่าทำธุรกิจอยู่เหมือนกัน?

“ก็มีทำเกี๊ยวขาย ชื่อ โอ้ มาย เกี๊ยว (OH MY GYO) ตอนนี้ก็เอาค่าตัวทำรายการไปจ่ายพนักงานอยู่ (หัวเราะ) สั่งได้ค่ะ เริ่มทำตอนโควิดรอบที่แล้วเพราะตอนนั้นไม่มีงานเลยก็เลยขายเกี๊ยวละกัน ตอนนี้ก็พยายามพัฒนาลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ติดตามได้ในไอจีบูมก็แล้วกันค่ะ เราก็ลองดู ทำทุกอย่างไป ยังไงก็สั่งได้นะคะ” 

เรียกได้ว่าเป็นสาวที่ยิ่งรู้จักยิ่งทำให้ตกหลุมรักได้ง่ายๆ สำหรับสาว บูม สุภาพร ยิ่งได้สัมผัสทัศนคติดีๆ ความคิดบวกๆ ความใจสู้ของเธอแล้ว รับรองเลยว่าต่อจากนี้สาวบูมจะต้องมีคนตกหลุมรักอีกมากมายแน่นอน ยังไงแฟนๆ ก็อย่าลืมส่งใจไปให้เธอกันรัวๆ เชื่อได้เลยว่าในอนาคตเธอคนนี้ต้องมีอะไรเด็ดๆ มาฝากอีกแน่นอน

Next Post

"อั้ม พัชราภา" เปรยเบาๆ ชุดพร้อมรับอั่งเปา "ไฮโซพก" ถูกแซวเปย์พร้อมวาเลนไทน์ไปเลย

พุธ ก.พ. 3 , 2021
อั้ม พัชราภา เตรียมพร้อมรับอั่งเปาก้อนโตจากหวานใจ […]

คุณอาจชอบ